3-9 พค 58 ฉันและครอบครัวไปเที่ยว เยอรมนีกัน
เราไปแคว้นบาวาเรีย ซึ่งมีเมืองหลวงคือมิวนิค
เรามาถึงสนามบินมิวนิคในตอนเช้า
สนามบินนี้จะมีอยู่เพียง 2 terminal ไม่ว่าเราจะมาจาก terminal ไหน ก็ต้องมาขึ้นรถไฟที่รอยต่อระหว่าง
terminal ซึ่งก็คือตรงนี้จร้า
เราเลือกที่จะพัก guest house ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ ที่เป็น center station ของ munich ชื่อ Hauptbahnhof center station ราคาที่พักที่นี่ค่อนข้างแพง แต่สิ่งที่อึ้งกว่านั้นคือ
ที่นี่ไม่มี "ลิฟต์"
ห้องนอนค่อนข้างใหญ่นะ
เราอยู่กันสามคน มีเตียงเสริมหนึ่งเตียง รวมอาหารตอนเช้าด้วย
นี่คือโรงละครแห่งชาติของเค้า
ที่ถูกผันมาเป็นอะไรซํกอย่าง ตั้งอยู่ริมถนนอย่างไร้คนสนใจ แต่ตึกสวยนะ
เดินมาจากที่พักได้
ความวกวนของรถไฟใต้ดิน
ไม่ได้เป็นรองจากญี่ปุ่นเลย แต่ที่นี่มีระบบที่เรียกว่า "ความเชื่อใจ"
เพราะไม่มีทางกั้นไว้แตะบัตรหรือตรวจบัตร เราเดินเข้ารถไปได้เลย
เขาไม่กลัวว่าจะมีคนแอบขึ้นโดยไม่จ่ายเงินนะ นานๆที ถึงจะมีคนมาขอตรวจบัตร
เรียกได้ว่าความเชื่อใจล้วนๆ
เอาล่ะ เรานั่งรถไฟต่อไป 2 สถานี จาก
Hauptbahnhof center station ของเรา ไปลง Marienplatz City
Center
ถึงรูปปั้นพระแม่มารีย์จะเล็กกว่าที่คิดไปบ้าง
แต่บรรยากาศรอบข้างก็ยิ่งใหญ่สมเป็นเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรียเลยล่ะ
ด้านซ้ายคือศาลาว่าการเก่า
ที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ของเล่น เราไม่ได้เข้าไป(เพราะเสียค่าเข้า)
ส่วนข้างขวาก็เป็นธนาคารจ้าา
ถ้าศาลาว่าการเก่าว่าสวยแล้ว
ศาลาใหม่อย่างอันนี้อลังการกว่าเยอะ
และต่อจากนี้เราจะมุ่งหน้าสู่หนึ่งแลนด์มาร์กของมิวนิค โดยการ "เดิน"
นะคะ
Hofbrauhaus คือโรงเบียร์หลวง ที่ดังที่สุดในโลกกกกกก มองตอนแรกนึกว่าบ้านคนซะอีก
แต่เข้าไปแล้วบรรยากาศมันส์มากค่ะ
แทบไม่เชื่อสายตา
ว่าเจ้าโถนี่จะบรรจุไส้กรอกมิวนิคสีขาวอันเลื่องชื่อ
ขาหมูเยอรมันจ้า
ทานพร้อมกับมันบดรสจืด และเบียร์รสเข้ม เราไปกันสามคนกินหนึ่งขา
แต่เห็นคนที่นู่นกินกันคนละขาเชียวนะ
ตื่นเช้าวันใหม่
เราก็เดินมาที่สถานี Hauptbahnhof เช่นเคย
แต่ดันมีการประท้วงของพนักงานรถไฟ ทำให้หยุดให้บริการรถไฟทั่วประเทศจร้า...เข้าใจแล้วใช่มั้ยว่าทำไมถึงเซียนมิวนิค
เพราะเราไปเมืองอื่นไม่ได้เลยยยยยย
แต่ทางเลือกของเราก็คือ
"นั่งรถราง" เรานั่งสาย 17(ซึ่งผ่านที่พักเราด้วย) ไปลงป้าย Schloss Nymphenburg เกือบสุดสายเลยนะ
สวยและอลังการมากกกก
ห้องโถงอันใหญ่โต เหมือนอยู่ในงานเต้นรำในหนังเลยยยย
ข้างในสวยมาก ถ่ายรูปเยอะจนสุดท้ายต้องหยุดถ่าย มันมีหลายจุดให้สนใจด้วย
คนเลยไม่เยอะเท่าไหร่
สามารถเช่าจักรยานแล้วขี่กลับมาที่สถานี Hauptbahnhof นะ แต่กลัวหลงนิดๆ เลยนั่งรถรางกลับมาเหมือนเดิม
เที่ยงนี้ทานอาหารอิตาลีหน่อย รสชาติแบบอิตาลีแท้เลย อร่อยมากก
นี่คือจัตุรัสโอเดโอน ซึ่งอยู่หน้า Residenz ลงสถานี Odeonsplatz หรือเดินมาจาก Marienplatz ก็ได้
ถึงพระราชวังใหม่นี้จะเนื้อที่คับแคบกว่า
Nymphenburg ที่เราไปมาตอนเช้า
แต่ความสวยงามนั้นอัดแน่นกว่าจริงๆ มีบางส่วนของที่นี่ห้ามถ่ายรูปด้วยนะ
และต้องฝากของก่อนเข้าไปด้วย
เวลาเราเหลือน่ะค่ะ เลยเดินกลับมาที่
Marienplatz อากาศเย็นๆ
แล้วที่นู่นพระอาทิตย์ตกเกือบสองทุ่ม เราเจอเจ้ากล่่องนี้ในราคา 0.99 euro =38 baht คือถูกมาก
หวานอร่อยจริง ลูกใหญ่ด้วย
บอกเลยว่ากินอิ่มจนไม่คิดหาข้าวเย็น
สุดท้ายตอนดึกเลยไปทาน Burger King ที่สถานีรถไฟ ซึ่งไซส์ใหญ๋กว่าบ้านเรามากกกกก
เช้าที่แสนมืดหม่น เพราะมีฝนพรำลงมา
เราเลยตอกย้ำความหม่นหมองด้วยการไปเที่ยว "สถานที่ทีถูกลืม"
อย่างค่ายกักกัน Dachau ซึ่งเป็นต้นแบบของค่ายกักกันนาซีทั่วโลก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่สุดเขตเมือง
มิวนิค
นั่งรถไฟมาเกือบสุดสาย แล้วต่อรถบัสมา
นี่คือบ้านพักเชลย
ซึ่งข้างในถูกดัดแปลงเป็นห้องนิทรรศการ
อันนี่เป็นที่นอนของเชลย
ซึ่งเชลยส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ เป็นชาวเยอรมันเองนะ
เราทานอาหารที่ค่ายกักกัน(ซึ่งก็อร่อยนะ)
แล้วนั่งรถกลับมายังตัวเมือง เพื่อมาเยือน Deutsches Museum
ลงสถานี Fraunferstr.
มันคือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ืั้ยิ่งใหญ่มากกก
อารมณ์ยังค้าง พามาดูเรือดำน้ำสมัยสงครามจ้า
เค้าจะแบ่งหัวข้อเป็นชั้นๆ
แค่เรือก็มาเต็มแล้วจ้า นอกจากนั้นยังมีร้านขายของทางวิทยาศาสตร์อีกนะ
เสียดายที่เราไปตอนมันจะปิด เลยดูได้ไม่ทั่วทุกชั้น
อยู่ที่นี่ ตึกอะไรก็สวยไปหมด
เรากำลังจะ "เดิน" ทางไป ตลาด หรือ Viktualienmarkt จ้า
ขอโทษที่ลืมกลับภาพ...ไส้กรอกสีแดงนั่นอร่อยที่สุดแล้ว
ยิ่งทานคู่กับเบียร์ในวัฒนธรรมเยอรมันแท้ยิ่งได้บรรยากาศ
ด้วยความที่อากาศที่เยอรมันค่อนข้างเย็น
น้ำประปาก็จะเย็นไปด้วย เขาจึงน้ำของเบียร์ไปแช่ในน้ำเปล่า
แล้วดื่มกันอย่างเป็นสมาคม ทุกๆเย็น
ณ ตอนเที่ยงของเช้าวันถัดไป
เราติดอยู่ที่สถนีปริศนา ข่าวดีคือเราออกจากมิวนิคได้แล้ว แต่รถไฟดันไม่เดินต่อ
เราจึงต้องรอประมาณ 2 ชั่วโมง กว่าจะเดินทางไปถึง Fussen เมืองแห่งเทพนิยายไได้
หนทางจาก Munich สู่ Fussen ค่อนข้าวไกล แต่ข้างทางสวยมากเลย กว่าเราจะถึงก็ประมาณบ่ายสอง
ต้องนั่งรถบัสต่อไปอีกนะเนี่ย
คุณเห็นปราสาทในเทพนิยายบนเขาลิบๆนั่นมั้ย
เรากำลังจะ "เดิน" ขึ้นไปกัน ก่อนอื่นเราต้องไปจองรอบทัวร์ก่อนนะคะ
เค้าจะมีไกด์ให้เรา สามารถเลือกภาษาได้ แต่ด้วยเหตุรถไฟขัดข้องนี่แหละ
ทำให้เราต้องกลับก่อนหกโมง จึงต้องฟังรอบภาษาเยอรมันไป จริงๆมีรถบัส
แต่วันที่เราไปดันไม่ให้บริการ มีรถม้าด้วย แต่คนรอกันตรึม
เราเดินขึ้นมาถึงแล้วล่ะ
มันเป็นทางลาด เลยไม่เมื่อยเท่าไหร่ บวกกับอากาศที่ดีด้วย เราต้องทำเวลาดีๆ
จะได้ไปถึงพอดีกับรอบที่จองไว้
Fussen เมืองเล็กๆที่โอบอุ้มด้วยธรรมชาติ โรแมนติกราวกับอยู่ในเทพนิยาย
คุ้มกับที่อุตส่าห์ถ่อมาจริงๆนะเนี่ย
แรงบันดาลใจของประสาทเจ้าหญิงนิทราอยู๋ที่นี่
สถานที่ชวนฝันใช่มั้ยล่ะ ว่าเรากำลังนั่งรถม้าขึ้นไปหาเจ้าชาย 555
เราถูกไล่ออกจากปราสาทแล้วววว 555 กลับมาสู่สถานีเดิม Hauptbahnhof ถึงจะเป็นแค่ไส้กรอกในแกงกะหรี่กับขนมปังบาแก็ต แต่ขอบอกว่าอร่อยมากกก
วันสุดท้ายแล้ววววว เรามาที่ จัตุรัส
Kalsplatz(ลงสถานีKalsplatz ซึ่งมันอยู่ระหว่าง Hauptbahnhof กับ Marienplatz
แต่เราเดินมาแหละ) และถนนNeuhauser เป็นสถานที่ช้อปปิ้งทั้งถนนเลยจร้า
สุดท้ายนี้เราก็กลับมาที่นี่อีกจนได้
Landmark ของที่นี่เลยล่ะค่ะ
แล้วอย่าลืมมาดูนาฬิการ้องเพลงตอนสิบเอ็ดโมง เที่ยง หรือห้าโมงนะ
เสียงนี่ก้องกังวาลไปทั่วเลย
การมาเที่ยวยุโรปเองโดยไม่มีทัวร์ไม่ใช่เรื่องยากนะทุกคน
ไม่ต้องได้ภาษาเค้าก็ได้ ขอให้ได้ภาษาอังกฤษระดับนึงก็พอแล้ววว
ถ้าขาดตกบกพร่องอะไรต้องขออภัยด้วยนะคะ ถ้ามีอะไรสอบถามก็คอมเมนต์มาได้เลย ยินดีตอบค่ะ
ปล.รูปทั้งหมดถ่ายจากกล้องโทรศัพท์นะคะ