วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รีวิว เที่ยวเยอรมัน(มิวนิค)แบบไม่ง้อทัวร์

3-9 พค 58 ฉันและครอบครัวไปเที่ยว เยอรมนีกัน เราไปแคว้นบาวาเรีย ซึ่งมีเมืองหลวงคือมิวนิค
เรามาถึงสนามบินมิวนิคในตอนเช้า สนามบินนี้จะมีอยู่เพียง 2 terminal ไม่ว่าเราจะมาจาก terminal ไหน ก็ต้องมาขึ้นรถไฟที่รอยต่อระหว่าง  terminal ซึ่งก็คือตรงนี้จร้า
เราเลือกที่จะพัก guest house ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ ที่เป็น center station ของ munich ชื่อ Hauptbahnhof center station ราคาที่พักที่นี่ค่อนข้างแพง แต่สิ่งที่อึ้งกว่านั้นคือ ที่นี่ไม่มี "ลิฟต์"


ห้องนอนค่อนข้างใหญ่นะ เราอยู่กันสามคน มีเตียงเสริมหนึ่งเตียง รวมอาหารตอนเช้าด้วย


นี่คือโรงละครแห่งชาติของเค้า ที่ถูกผันมาเป็นอะไรซํกอย่าง ตั้งอยู่ริมถนนอย่างไร้คนสนใจ แต่ตึกสวยนะ เดินมาจากที่พักได้


ความวกวนของรถไฟใต้ดิน ไม่ได้เป็นรองจากญี่ปุ่นเลย แต่ที่นี่มีระบบที่เรียกว่า "ความเชื่อใจ" เพราะไม่มีทางกั้นไว้แตะบัตรหรือตรวจบัตร เราเดินเข้ารถไปได้เลย เขาไม่กลัวว่าจะมีคนแอบขึ้นโดยไม่จ่ายเงินนะ นานๆที ถึงจะมีคนมาขอตรวจบัตร เรียกได้ว่าความเชื่อใจล้วนๆ
เอาล่ะ เรานั่งรถไฟต่อไป 2 สถานี จาก  Hauptbahnhof center station ของเรา ไปลง Marienplatz City Center



ถึงรูปปั้นพระแม่มารีย์จะเล็กกว่าที่คิดไปบ้าง แต่บรรยากาศรอบข้างก็ยิ่งใหญ่สมเป็นเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรียเลยล่ะ


ด้านซ้ายคือศาลาว่าการเก่า ที่กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ของเล่น เราไม่ได้เข้าไป(เพราะเสียค่าเข้า) ส่วนข้างขวาก็เป็นธนาคารจ้าา


ถ้าศาลาว่าการเก่าว่าสวยแล้ว ศาลาใหม่อย่างอันนี้อลังการกว่าเยอะ และต่อจากนี้เราจะมุ่งหน้าสู่หนึ่งแลนด์มาร์กของมิวนิค โดยการ "เดิน" นะคะ


Hofbrauhaus คือโรงเบียร์หลวง ที่ดังที่สุดในโลกกกกกก มองตอนแรกนึกว่าบ้านคนซะอีก แต่เข้าไปแล้วบรรยากาศมันส์มากค่ะ


แทบไม่เชื่อสายตา ว่าเจ้าโถนี่จะบรรจุไส้กรอกมิวนิคสีขาวอันเลื่องชื่อ


ขาหมูเยอรมันจ้า ทานพร้อมกับมันบดรสจืด และเบียร์รสเข้ม เราไปกันสามคนกินหนึ่งขา แต่เห็นคนที่นู่นกินกันคนละขาเชียวนะ


ตื่นเช้าวันใหม่ เราก็เดินมาที่สถานี  Hauptbahnhof เช่นเคย แต่ดันมีการประท้วงของพนักงานรถไฟ ทำให้หยุดให้บริการรถไฟทั่วประเทศจร้า...เข้าใจแล้วใช่มั้ยว่าทำไมถึงเซียนมิวนิค เพราะเราไปเมืองอื่นไม่ได้เลยยยยยย


แต่ทางเลือกของเราก็คือ "นั่งรถราง" เรานั่งสาย 17(ซึ่งผ่านที่พักเราด้วย) ไปลงป้าย Schloss Nymphenburg เกือบสุดสายเลยนะ สวยและอลังการมากกกก


ห้องโถงอันใหญ่โต เหมือนอยู่ในงานเต้นรำในหนังเลยยยย ข้างในสวยมาก ถ่ายรูปเยอะจนสุดท้ายต้องหยุดถ่าย มันมีหลายจุดให้สนใจด้วย คนเลยไม่เยอะเท่าไหร่


สามารถเช่าจักรยานแล้วขี่กลับมาที่สถานี  Hauptbahnhof นะ แต่กลัวหลงนิดๆ เลยนั่งรถรางกลับมาเหมือนเดิม เที่ยงนี้ทานอาหารอิตาลีหน่อย รสชาติแบบอิตาลีแท้เลย อร่อยมากก


นี่คือจัตุรัสโอเดโอน ซึ่งอยู่หน้า Residenz  ลงสถานี Odeonsplatz หรือเดินมาจาก  Marienplatz ก็ได้


ถึงพระราชวังใหม่นี้จะเนื้อที่คับแคบกว่า Nymphenburg ที่เราไปมาตอนเช้า แต่ความสวยงามนั้นอัดแน่นกว่าจริงๆ มีบางส่วนของที่นี่ห้ามถ่ายรูปด้วยนะ และต้องฝากของก่อนเข้าไปด้วย



เวลาเราเหลือน่ะค่ะ เลยเดินกลับมาที่ Marienplatz อากาศเย็นๆ แล้วที่นู่นพระอาทิตย์ตกเกือบสองทุ่ม เราเจอเจ้ากล่่องนี้ในราคา 0.99 euro =38 baht คือถูกมาก หวานอร่อยจริง ลูกใหญ่ด้วย


บอกเลยว่ากินอิ่มจนไม่คิดหาข้าวเย็น สุดท้ายตอนดึกเลยไปทาน Burger King ที่สถานีรถไฟ ซึ่งไซส์ใหญ๋กว่าบ้านเรามากกกกก


เช้าที่แสนมืดหม่น เพราะมีฝนพรำลงมา เราเลยตอกย้ำความหม่นหมองด้วยการไปเที่ยว "สถานที่ทีถูกลืม" อย่างค่ายกักกัน Dachau ซึ่งเป็นต้นแบบของค่ายกักกันนาซีทั่วโลก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ อยู่สุดเขตเมือง   
มิวนิค นั่งรถไฟมาเกือบสุดสาย แล้วต่อรถบัสมา



นี่คือบ้านพักเชลย ซึ่งข้างในถูกดัดแปลงเป็นห้องนิทรรศการ


อันนี่เป็นที่นอนของเชลย ซึ่งเชลยส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ เป็นชาวเยอรมันเองนะ


เราทานอาหารที่ค่ายกักกัน(ซึ่งก็อร่อยนะ) แล้วนั่งรถกลับมายังตัวเมือง เพื่อมาเยือน Deutsches Museum ลงสถานี Fraunferstr. มันคือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ืั้ยิ่งใหญ่มากกก


อารมณ์ยังค้าง พามาดูเรือดำน้ำสมัยสงครามจ้า


เค้าจะแบ่งหัวข้อเป็นชั้นๆ แค่เรือก็มาเต็มแล้วจ้า นอกจากนั้นยังมีร้านขายของทางวิทยาศาสตร์อีกนะ เสียดายที่เราไปตอนมันจะปิด เลยดูได้ไม่ทั่วทุกชั้น


อยู่ที่นี่ ตึกอะไรก็สวยไปหมด เรากำลังจะ "เดิน" ทางไป ตลาด หรือ Viktualienmarkt จ้า


ขอโทษที่ลืมกลับภาพ...ไส้กรอกสีแดงนั่นอร่อยที่สุดแล้ว ยิ่งทานคู่กับเบียร์ในวัฒนธรรมเยอรมันแท้ยิ่งได้บรรยากาศ


ด้วยความที่อากาศที่เยอรมันค่อนข้างเย็น น้ำประปาก็จะเย็นไปด้วย เขาจึงน้ำของเบียร์ไปแช่ในน้ำเปล่า แล้วดื่มกันอย่างเป็นสมาคม ทุกๆเย็น


ณ ตอนเที่ยงของเช้าวันถัดไป เราติดอยู่ที่สถนีปริศนา ข่าวดีคือเราออกจากมิวนิคได้แล้ว แต่รถไฟดันไม่เดินต่อ เราจึงต้องรอประมาณ 2 ชั่วโมง กว่าจะเดินทางไปถึง Fussen เมืองแห่งเทพนิยายไได้


หนทางจาก Munich สู่ Fussen ค่อนข้าวไกล แต่ข้างทางสวยมากเลย กว่าเราจะถึงก็ประมาณบ่ายสอง ต้องนั่งรถบัสต่อไปอีกนะเนี่ย


คุณเห็นปราสาทในเทพนิยายบนเขาลิบๆนั่นมั้ย เรากำลังจะ "เดิน" ขึ้นไปกัน ก่อนอื่นเราต้องไปจองรอบทัวร์ก่อนนะคะ เค้าจะมีไกด์ให้เรา สามารถเลือกภาษาได้ แต่ด้วยเหตุรถไฟขัดข้องนี่แหละ ทำให้เราต้องกลับก่อนหกโมง จึงต้องฟังรอบภาษาเยอรมันไป จริงๆมีรถบัส แต่วันที่เราไปดันไม่ให้บริการ มีรถม้าด้วย แต่คนรอกันตรึม


เราเดินขึ้นมาถึงแล้วล่ะ มันเป็นทางลาด เลยไม่เมื่อยเท่าไหร่ บวกกับอากาศที่ดีด้วย เราต้องทำเวลาดีๆ จะได้ไปถึงพอดีกับรอบที่จองไว้


Fussen เมืองเล็กๆที่โอบอุ้มด้วยธรรมชาติ โรแมนติกราวกับอยู่ในเทพนิยาย คุ้มกับที่อุตส่าห์ถ่อมาจริงๆนะเนี่ย


แรงบันดาลใจของประสาทเจ้าหญิงนิทราอยู๋ที่นี่ สถานที่ชวนฝันใช่มั้ยล่ะ ว่าเรากำลังนั่งรถม้าขึ้นไปหาเจ้าชาย 555


เราถูกไล่ออกจากปราสาทแล้วววว 555 กลับมาสู่สถานีเดิม Hauptbahnhof ถึงจะเป็นแค่ไส้กรอกในแกงกะหรี่กับขนมปังบาแก็ต แต่ขอบอกว่าอร่อยมากกก


วันสุดท้ายแล้ววววว เรามาที่ จัตุรัส Kalsplatz(ลงสถานีKalsplatz ซึ่งมันอยู่ระหว่าง Hauptbahnhof กับ Marienplatz แต่เราเดินมาแหละ)  และถนนNeuhauser เป็นสถานที่ช้อปปิ้งทั้งถนนเลยจร้า


สุดท้ายนี้เราก็กลับมาที่นี่อีกจนได้ Landmark ของที่นี่เลยล่ะค่ะ แล้วอย่าลืมมาดูนาฬิการ้องเพลงตอนสิบเอ็ดโมง เที่ยง หรือห้าโมงนะ เสียงนี่ก้องกังวาลไปทั่วเลย
การมาเที่ยวยุโรปเองโดยไม่มีทัวร์ไม่ใช่เรื่องยากนะทุกคน ไม่ต้องได้ภาษาเค้าก็ได้ ขอให้ได้ภาษาอังกฤษระดับนึงก็พอแล้ววว

ถ้าขาดตกบกพร่องอะไรต้องขออภัยด้วยนะคะ ถ้ามีอะไรสอบถามก็คอมเมนต์มาได้เลย ยินดีตอบค่ะ
ปล.รูปทั้งหมดถ่ายจากกล้องโทรศัพท์นะคะ

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Basaz

Basaz ขอเสนอตอน...I miss you "Basaz"
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน นับปี ที่พวกเรา Basaz ได้จากกัยมานั้น น้อยวันนัก ที่จะได้กลับมาเจอกันอีกและในที่สุด วันนั้นก็มาถึง วันที่ Basaz ถือกำเนิดขึ้น 18 สิงหาคม แพน หัวหน้ากลุ่มหาแผนชวนเพื่อนในกลุ่มมาเจอกันให้ได้ในวันนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะแต่ละคนก็มีธุระต่างๆต้องไปสะสางหลังเลิกเรียน ซึ่งก็ดันเลิกคนละเวลาอีกต่างหาก สุดท้าย แผนของเธอก็ล้มเหลว 
แพนกลับมานั่งเศร้าคนเดียวที่ จินดาพงศ์ และหวังว่า เพื่อนๆใน Basaz จะจำวันนี้ได้ และมาหาเธอตามที่เคยสัญญากันไว้ตอนก่อตั้งกลุ่ม เธอมองบรรยากาศเก่าๆที่เคยมีร่วมกัน เธอเดินเข้าไปในห้องน้ำ ห้องเดียวกับที่เคยหลอกเพื่อนใน Basaz ไว้ ว่ามันมีผี เธอไม่เคยรู้หรือได้ยินตำนานอะไรหรอก เพียงแค่มันดูน่ากลัวพอที่จะหลอกพวกเพือนๆของเธอได้ ไม่รู้เหมือนกัน ว่าอะไรดลใจให้เธอเดินเข้าไปในนั้น ทันทีที่เท้าก้าวเข้าไปในห้อง ไฟทั้งห้องน้ำก็ดับพรึบลง เธอค่อนข้างตกใจ แต่ก็เก็บอาการไว้ได้ แต่ความตกใจยังไม่หมดเพียงเท่านั้น มีมือปริศยามือหนึ่งยื่นเข้ามาตบไหล่เธอ แพนอุทานลั่นพร้อมหันหลังกลับไปและพบกับ
Basaz เพื่อนๆของเธอกำลังถือเค้กเขียนหน้าว่า "I miss you Basaz" ทั้งสี่กอดกันด้วยความคิดถึง และกำลังจะใช้มีดตัดเค้กกินกันแต่แล้ว จากไฟที่ดับสนิท กลับกลายเป็นไฟตก ที่กระพริบๆ สร้างความรำคาญ หลิวผู้ถือมีดตกใจ เธอทำมีดหล่นเข้าไปในห้องน้ำห้องนั้น ห้องที่แพนเล่าตำนานไว้ว่า...

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Basaz

Basaz ขอเสนอตอน... Basaz คิดมาก
     ถึงแม้ในตอนนี้ พวกเรา Basaz จะไม่ได้อยู่ โรงเรียนเดียวกัน แต่สายสัมพันธ์ของความเป็นเพื่อนก็ยังคงอยู่ วรรณกับไข่มุก โชคดี ได้อยู่โรงเรียนเดียวกัน ห้องเดียวกัน ได้เป็นเพื่อนกันต่อไป ส่วนหลิวกับแพน ก็ไปอยู่ในโรงเรียนดีๆของแต่ละคน
     วันนี้เป็นวันศุกร์ วรรณ และไข่มุกจะต้องเข้าค่ายนักเรียนใหม่ของ โรงเรียน แต่ก่อนอื่่น พวกเธอก็ต้องเรียนให้หมดวันซะก่อน วิชาภาษาไทย "ให้นักเรียนแต่งนิทานโดยมีคำไม่ประวิสรรชนีย์ 12 คำ" ตายจริง แล้วพวกเธอจะทำได้มั๊ยนี่ เธอพยายามบอกครูว่ามันยากไป คุณครูสุดสวยจึงยอมใจอ่อน ให้ทำเป็นคู่ ส่งวันจันทร์คะนะนักเรียน ทันทีที่ครูเดินออกจากห้องไป ความทรงจำที่ต้องแต่งนิทานของทั้งคู่ก็เริ่มลืมเลือนจนกระทั่ง
     การเ้ข้าค่ายนักเรียนใหม่มาถึง กิจกรรมผ่านไปกิจกรรมแล้วกิจกรรมเล่า ความทรงจำเรื่องการบ้านข้อนี้ของทั้งคู่ก็ยังไม่กลับมา ทั้งๆที่ คู่อื่นเขาเสร็จกันไปหมดแล้ว "นักเรียน พอทานอาหารว่างเสร็จก็ขึ้นไปอาบน้ำ แปรงฟัน เตรียมตัวนอนได้แล้วนะคะ" 
    หลังจากกินอาหารว่าง(มาม่า)เสร็จ พวกเธอก็รีบวิ่งขึ้นไปอาบน้ำ(เดี๋ยวไม่มีห้อง) ตอนอาบน้ำ ทันทีที่น้ำที่สุดแสนจะเย็น(ที่ทำน้ำอุ่นซักนิดก็ไม่มี)ทั้งสองก็นึกขึ้นได้แล้วอุทานออกมาพร้อมกันว่า "ตายแล้ว เรียงความ" คนที่รอใช้ห้องน้ำอยู่ข้างนอกตกใจกันไม่น้อย พอพวกเธอออกมาปูที่นอน จึงมาช่วยคิดกัน "เอาเป็นนิทานแบบไหนดีอ่ะ แฟนตาซี เกาะเวทมนต์อะไรประมาณนั้นเหรอ"วรรณเสนอ "อืม ไม่รู้สิ แต่ก็โอเคนะ"มุกบอก "คิดถึงแพนอ่ะ ฮือออ ถ้าแพนอยู่นะ เค้ากับแพนคงช่วยกันอู้งานแล้ว คิดถึงแพนนน" มุกเริ่มพร่ำ"พอเลย นอนกันเถอะ"วรรณบอก เเล้วพวกเธอก็สวดมนต์แล้วค่อยๆล้มตัวลงนอน
    "เอาไงดี..."วรรณพูดไปโดยไม่รู้เลยว่า คุณไข่มุกนั้น ได้หลับไปเรียบร้อยแล้ว เอ ใครน้า บอกว่าจะโต้รุ่ง แล้ววรณก็ัยังคงพูดต่อไป "ดินแดนในเทพนิยาม ที่แสนสงบสุข ผู้คนเป็นมิตรต่อกัน ดินแดนที่แสนสวยงามอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติต่างๆ..."ดินแดนนี้ยังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่าง วรรณก็หลับตามไข่มุกไปซะแล้ว.........
     แล้วพวกเธอก็เข้าสู่ฝันไปเลย จิตใต้สำนึกของทั้งคู่ที่รู้สึกคิดถึงเพื่อนในกลุ่ม Basaz มาก และด้วยความที่หมกมุ่นกับการบ้านภาษาไทยของพวกเธอ ทำให้ความฝันของพวกเธอ กลายเป็นเรื่องที่ผสมปนเปกันระหว่างเรื่องการบ้านกับเรื่อง Basaz
     ภายในจิตใต้สำนักของพวกเธอทั้งคู่ มีอยู่สองเรื่องเหมือนก่อนอนนั่นแหละ แต่ก็รู้กันอยู่ ในฝันเราสามารถทำได้มากกว่าเรื่องจริงหลายอย่าง จิตของพวกเธอจึงกำหนดให้เรื่องสองเรื่องนี้มารวมกัน...
     Basaz ไปโผล่ที่ดินแดนแห่งหนึ่ง ที่เราไม่รู้จะอธิบายว่า...ที่นี่ที่ไหน








วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

Basaz

Basaz ขอเสนอตอน...Basaz ลุคใหม่ๆ
อย่างที่เรารู็กันว่าตอนนี้ Basaz ขอเราก็ได้เรียนจบชั้น ป.6 แล้ว แล้วทุกคนก็สอบเข้า ม.1 ได้เเล้วด้วย ลุคของ Basaz จึงดูเปลี่ยนไป จากเด็ก ป.6 กลายมาเป็นเด็ก ม.ต้น หึๆ ถึงอีกไม่กี่วันทุกคนจะได้ชุดนักเรียนใหม่แล้วก็ตาม เราก็ยังคงภูมิใจกับชุดเก่าของเราเหมือนเดิม พวกเราจึงนัดดูหนังกัน ชุดที่ใส่ก็ไม่มากไม่มาย ก็แค่ใส่ชุดนักเรียน แต่ต้องเป็นชุดที่ให้เพื่อนๆเขียนให้ก่อนปิดเทอมนะ เอ่อ อันนี้ถ้าไม่ได้เห็นกันจริงๆอาจไม่รู้ว่า เราตั้งใจจะทำให้เสื้อเพื่อนเนี้ย ใส่ไม่ได้อีกเลยแน่นอน เพราะนอกจากจะเขียนเละแล้ว ยังมีข้อความล้อเลียนกันแบบเจ็บๆอีก แต่ช่างเหอะ เราไม่กลัวหรอก เพราะอย่างที่ไข่มุกบอก ไม่ต้องไปแคร์ใครหรอก ไม่มีใครรู้จักเรา ชื่อที่ปักอยู่ในชุดก็ไม่มี พวกเรา Basaz จึงพร้อมใจกันเดินเข้าซีคอนอย่างมั่นใจ หนังที่เราดู ไขุมุกเป็นคนเลือก นั่นคือหนังสามมิติเรื่อง "ไททานิค"นั่นเอง อันที่จริงเนี้ย แพนอยากดูฮังเกอร์เกมนะ แต่ไข่มุกอยากจะระลึกถึงวันครบรอบไม่รู้กี่ปีของ ไททานิค Basaz ทุกคนจึงต้องยอมเธอคนนี้ เรามาถึงก่อนหนังเริ่มไม่นานนัก พอซื้อป๊อบคอร์นเสร็จ เราจึงเข้าโรงหนังเลยผังการนั่งไม่มีอะไรมากเริ่มจาก ไข่มุก แพน วรรณ และหลิว แพนกับหลิวบอกว่าเคยดูแล้ว แต่ไข่มุกกับวรรณบอกยังไม่เคยดู แต่พอหนังเริ่มไปไม่เท่าไหร่ ไข่มุกก็เริ่มจำได้ว่าดูเเล้ว แพนเริ่มเซ็ง หนังเริ่มไปถึงกลางเรื่อง วรรณก็เริ่มจำได้เช่นกันว่าตนดูแล้ว แพนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย "สรุป Basaz ทั้งสี่คนต้องมาดูไททานิคอีกรอบทั้งๆที่ดูแล้วทุกคนเนี้ยนะ" แล้วฉากเด็ดก็มาถึง ฉากที่แจ็คกับโรสมายืนกางปีกอยู่ที่หัวเรือ มันทำให้แพนคิดอะไรออกว่า เราหน้าจะไปเที่ยวอีกซักรอบก่อนเปิดเทอมนะ แน่นอนล่ะ ที่ๆเราจะไปนั้นได้แก่ " ป้อมพระจุลฯนั่นเอง" ซึ่งจะมีสิ่งที่เรียกว่า "เรือรบหลวงแม่กลอง" จอดอยู่นั่นเอง แล้วก็คงเดาได้ว่า เราจะไปทำท่านั่นบนเรือลำนั้นกัน หนังฉายไปเรื่อยๆ ความซึ้งเริ่มครอบงำ Basaz เริ่มจากไข่มุกก่อนเลย เธอซึ้งไปกับหนังถึงขั้นร้องไห้ แ้ล้วหนังก็จบ เราไปเดินเ่ล่นกันอยู่ที่ซีคอนโดยใส่ชุดนักเรียนพวกนี้นี่แหล่ะ แล้วไม่รู้วันนี้เกิดซวยอะไรขึ้นมา ดันเจอพวกครูมาเที่ยวเหมือนกันซะังั้น เหอะคราวนี้ล่ะ หลบกันมันเลย แต่สรุป หลบไม่พ้น โดนชุดใหญ่เลย จากนัั้้นเราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน และนัดว่าจะไปเที่ยวป้อมพระจุลฯในอาทิตย์ต่อไป

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

Basaz

Basaz ขอเสนอตอน...Basaz เรากลับมาเป็นเหมือนเดิม

หลังจากที่พวกเรา Basaz  ได้เรียนจบชั้น ป.6 แล้ว ปิดเทอมก็มาถึง ซึ่่่งปิดเทอมนี้เลวร้ายกว่าปิดเทอมไหนๆ เพราะว่าพวกเราต้องเร่งอ่านหนังสือ เพื่อที่จะสอบเข้าเรียนในชั้น ม.1 ในเดือนมีนาคม พวกเราตั้งใจทำข้อสอบกันมาก แต่ในที่สุด ทั้ง Basaz ก็มีโรงเรียน เรียนในชั้น ม.1 ภายในเดือนมีนาคมนี้ แล้วในปลายเดือนนี้ โรงเรียนจินดาพงศ์มีนัดกับนักเรียนทุกคน คือวันรับผลสอบนั้นเอง ทุกคนต่างก็ได้รู้ผลการเรียนของตนที่ตั้งหน้าัตั้งตาฝ่าด่านการบ้านเเละข้อสอบไปไม่รู้กี่รายการ ผลของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป มีทั้งดีใจ เสียใจ หรือแม้กระทั่ง ไม่แคร์อะไรเลย เราลืมเล่าเรื่องไปว่า ก่อนปิดเทอมไ็นควา่มจริงหรือเปล่า แต่ที่รู้ๆแล่ะ คือ Basaz ทุกคนเชื่อ ครูบอกว่าอย่าบอกพวกน้องๆ เพราะเดี๋ยวเค้าจะกลัว ส่วนพวกเธอน่ะ เดี๋ยวก็จบและ ไม่ได้อยู่แล้วคงไม่กลัวนะ
ในวันรับผลสอบนี้ Basaz ได้นัดกันไปเที่ยวด้วยล่ะ เราขออนุญาต จากผู้ปกครอง และขออนุญาตมาค้างบ้านเพื่อนด้วย(ไม่รู้ว่าอนุญาตได้ไง) เพราะจริงๆแล้วพวกเรานัดกันมาเพื่อที่จะเล่นเกมที่เรียกว่า "เกมช่อนวิญญาณ" เป็นเกมที่แพนได้ยินมาจากอินเตอร์เน็ต วิธีการเล่นก็คล้ายๆกับ ผีถ้วยเเก้ว คือ เราจะมีกระดานอันหนึ่ง(เหมือนที่เล่นผีถ้วยแก้ว เราจะถามวิญญาณทีี่มาเล่นกับเราไปเรื่อยๆ แค่สามคำถาม พอถึงคำถามที่สี่ ซึ่งเป็นเลขที่ไม่เป็นมงคลในทางจีน เราจะถามว่า "เริ่มเล่นกันเลย" ซึ่งถ้าเกิดว่าตอบ "ได้" แก้วจะยกขึ้นมา แปลว่าวิญญาณตนนั้นจะออกมาแล้ว ซึ่งคำว่าเริ่มเล่นกันเลยนั้น สิ่งที่เราเล่นนั่นก็คือ เกมง่ายๆที่เด็ก ป ต้น หรือใครๆที่เล่นกัน นั่นคือเกมซ่อนแอบนั่นเอง กติกาคือ หลังจากที่วิญญาณตนนั้นออกมาก็จะนับ(เหมือนเกมซ่อนแอบธรรมดา)แต่นับโดยการหยดเลือด อีกกติกาหนึ่งที่ลืมบอก นั่นคือ จะเล่นอยู่ในตึกๆเดียวเท่านั่น และก็ห้ามซ่อนอยู่ในที่เดียวกันด้วย เพราะฉะนั้นเสียงหยดเลือดจะสนั่นไปทั้งดึก ทุกคนจะต้องวิ่งไปซ่อนตามที่ต่างๆภายในตึกนั้นๆ เหมือนเกมซ่อนหาทั่วไปๆ แต่ถ้าเกิดถูกวิญญาณตนนั้นหาเจอเท่านั้นล่ะ คุณก็จะต้องเป็นต่อจากเขา ฟังดูอาจจะธรรมดา แต่นั่นหมายความว่า คุณจะต้องเป็นวิญญาณแทนวิญญาณตนนั้นที่จะไปเกิดในทันทีที่หาคุณเจอ คุณจะต้องไปหาคนซักคนมาเล่นซ่อนหากับคุณต่อไปแล้วถึงจะได้ไปเกิด
คุณคงคิดว่า Basaz บ้าไปแล้วที่คิดจะเล่นเกมนี้ แต่ก็อย่างว่า ถ้าไม่บ้า และไม่ซ่าจริง ก็มาอยู๋กลุ่ม Basaz ไม่ได้หรอก แต่ถ้าคิดจะมาห้ามพวกเธอ มันก็ช่างสายไปเสียแล้ว ไม่ใช่ว่าพวกเธอตายแล้วนะ แต่เธอกำลังเริ่มถามคำถามแรกเเล้ว พวกเธอใช่ตึกเรียนของพวกเธอเอง โดยตั้งวงกันในห้อง ป6/1 ของพวกเธอเลย พวกเธอถามว่า "คุณชื่ออะไร" เธอตอบว่า "มิน" แพนรู้สึกคุ้นๆกับชื่อนี้ยังไงก็ไม่รู้ คำถามต่อไป "คุณอายุเท่าไหร่" เธอตอบว่า "12" คงเป็นอายุตอนที่เธอตาย  คือถามสุดท้าย "คุณเรียนอยู่ที่ไหน" เธอตอบว่า "จินดาพงศ์"  คำตอบสุดท้ายนั้นทำให้ทุกคนขนลุกสู้ โดยเฉพาะแพน ที่รู้สึกคุ้นตั้งแต่ มิน แล้ว ในที่สุดแพนก็จำได้ เธอเป็นรุ่นพี่ของพวกเรา ที่เคยมาเล่นกับแพนตอนเด็กๆ และคาดว่าเธอได้เล่นเกมนี้เมื่อตอนที่จบจาก ป 6 แล้วกลับมา และที่สำคัญที่สุดคือ เธอเล่นเกมนี้ไม่สำเร็จ จากทีชิลๆก็กลายเป็นหวาดผวาและสะพลึงกลัว แทบจะไม่มีใครกล้าถามคำถามสุดท้าย แต่แพน ผู้ซึ่งเคยมีความรู้สึก(แม้แต่กลัว)ก็เริ่มถามคำถามสุดท้ายขึ้น "เริ่มเล่นกันเลย" และคำตอบที่ทุกคนไม่ปราถนาก็มาถึง "ได้"  "โอ้ เวรกรรมแล้วมั๊ยล่ะ เรามาเล่นเกมนี้กันทำไมเนี้ย"วันบ่น "อีแพน"ไข่มุกตอบ เลือดหยดเเรกหยดลงมาใส่หัวหลิว ทุกคนกริ๊ดร้องกันดังตึก แล้วก็รีบแยกตัวออกไปซ่อนในแต่ละที่
แพนไปแอบในห้อง ป5/2 ซึ่งอยู่ข้างห้องน้ำชั้นสองเธอซ่อนตัวอยู่ที่ใต้โต๊ะครู อยู่ดีๆเธอก็ได้ยินเสียง กึก กึก กึก เธอนึกว่าคราวนี้จะต้องตายแล้วเพราะมินต้องตามมาเจอแน่ๆ แต่กลับไม่ใช่ มันเป็นวิญญาณที่สิงสถิดอยู่ในห้อง ป5/2 แม้ความกลัวจะครอบงำเธอเท่าใด แต่ด้วยสัญชาตญาณ แพนจึงมองตามเสียงขึ้นไป สิ่งที่แพนเห็นนั้นเธอไม่สามารถอธิบายได้จริงๆ ว่ามันคืออะไร มันน่าจะเป็นร่างของผู้หญิงที่ซีดมากจนแทบเห็นกระดูกผมเผ้ารุงรังยาวปกปิดใบหน้า ร้องโอดครวนถึงความเจ็บปวด มันทำให้แพนถึงกับช็อก เพราะนอกจากรูปร่างจะไม่น่าอภิรมย์เอามากๆ ร่างนั้นยังเกาะอยู่บนเพดานด้วย จากคนที่ไม่เคยมีความรู้สึกกลัวใดๆ กริ๊ดอะไร ไม่เคย เธอก็ร้องกรีดออกมาอย่างสุดกำลัง เสียงที่ดังสนั่นไปทั้งดึกของแพนเกือบจะกลบเสียงหยดเลือดไปเเล้ว ทำให้หลิวทีท่กำลังวิ่งลงไปซ่อนข้างล่างตกใจเสียหลักตกบันใดและสลบไปครู่หนึ่ง วันที่วิ่งลงไปซ่อนในห้อง ป 2/1 ก็ตกใจไม่แพ้กันแต่สิ่งที่ทำให้เธอตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ปากกาไวท์บอร์ดในลิ้นชักโต๊ะครูมันลอยขึ้นมา แล้วก็เขียนบนกระดานเป็นสีเลือดว่า " เธอ ตาย แน่ " เธอตกใจมากและรีบสวดมนต์ทันที ตอนนั้นสวดผิดสวดถูกไม่มีใครรู้ ปากกาด้ามนั้นยังคงเขียนข้อความนั้นต่อไปจนเต็มกระดานไปหมด พอหมดกระดานก็เขียนที่ผนังห้องจนเต็ม วันเริ่มทนไม่ไหว วิ่งออกจากห้องเเละปิดประตูอย่างแรง ไข่มุก ซึ่งไปแอบที่ห้อง ป6/3 ซึ่งไม่ห่างจาก ป6/1 เท่าไหร่และเฝ้าฟังเสียงเลือดหยดมาระยะหนึ่งเสียงนั้นก็หยุดไป...แปลว่า มันเริ่มหาแล้ว
ไขุมุกรู็สึกถึงความวาบหวิวที่ผ่านห้อง ป6/3 ของเธอไป เธอถอนใจไปเฮือกหนึ่งด้วยความสบายใจ แต่ก็แปลกใจว่า ทำไมมันถึงไม่หาห้องเธอ สาเหตุน่าจะมาจากเสียงปิดประตูที่ดังมากของวัน
หลิวตื่นมาด้วยความสะลึมสะลือ แล้วก็พบว่าตนเองอยู่ในห้อง ป3/3 ห้องริมซ้ายสุดของชั้นสอง เธอไม่รู้เลยว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เพราะเธอจำได้ว่าตอนนั้นตกบันไดลงมาแล้วก็จำอะไรไม่ได้แล้วแต่ที่แน่ๆ สิ่งที่เธอเห็นและไม่อยากจำได้ตอนนี้คือสภาพห้อง ป3/3 ที่โทรมและเต็มไปด้วยฝุ่นอย่างนี้ หลิวพยุงตัวเองลุกขึ้น แต่ดูเหมือนจะไม่ได้เพราะมีมือลึกลับที่เย็นๆซีดๆ และเปรอะไปด้วยเลือดมาฉุดขาเธออยู่หลิวพยายามดึงขาของตัวเองออกมา ขาเธออกมาจริงๆ แต่สิ่งที่ไม่พึงประสงค์หลุดออกมาด้วย แขนที่ทั้ง ซีด เย็น และเปรอะไปด้วยเลือดนั้นหลุดตามเธอมาด้วย หลิวกรี๊ดไม่ออกเหมือนเสียงหายไปจากลำคอ ส่วนไข่มุก ที่นึกว่าเธอจะรอดซะแล้ว ซึ่งเธอคิดผิดถนัด เพราะอยู่ดีๆเธอก็ได้ยินเสียง กึก กึก กึก ที่หน้าต่าง เธอจึงันไปมองหน้าต่าง บานนี้กำลังเปิดออก เธอค่อนข้างกลัว ค่อยๆเดินไปปิดหน้าต่าง พอเธอเดินไปถึงเธอก็เห็นเด็กผู้ชาย ยืนอยู่ตรงระเบียง เขากระโดดลงไป ไชุมุกตกใจมาก แต่ที่ตกใจมากกว่านั้นคือเขาปีนกลับขึ้นมาแล้วโดดลงไปใหม่ ไข่มุกกรี๊ดสุดชีวิต จนดังไปทั่วโรงเรียน(เธอกรี๊ดเก่งอยู่แล้ว) เสียงกรี๊ดที่ไล่มาเป็นอันดับของแต่ละคนที่ทำให้มินเกือบรู้เลยว่าใครอยู่ที่ไหน เวลาใกล้จะเที่ยงคืน Basaz  ได้เล่นเกมซ่อนวิญญาณมาเกือบครึ่งทางแล้ว Basaz แต่ละคนที่อยู่แต่ละจุดของอาคาร 6  เริ่มคิดถึงการจบเกม โดยวิธีก็ไม่ยาก โดยทุกคนจะต้องกลับไปยังจุดเดิม ต้องจับแก้วให้ครบสี่ทิศ แล้วถามว่า "หาพวกเราเจอมั๊ย" ถ้าตอบว่าเจอ วิญญาณที่เจอนั้นจะเอาคนที่เจอไปเป็นวิญญาณแล้วหาเด็กรุ่นต่อไปมาเล่นแทน แต่ถ้าตอยลบว่าไม่เจอ จัถามต่อว่า "เลิกเล่นกันเถอะ" ปกติต้องตอบว่า "ใช่" แต่ถ้าตอบว่า "ไม่" ก็แล้วแต่เวรกรรมของผู้เล่นแล้วกัน ตอนนี้เราคิดไปถึงการจบเกม และวิ่งไปของขมาที่ศาลพระภูมิ และแม้ความคิดของพวกเธอจะกลับบ้านแล้ว แต่ยังไงพวกเธอก็ยังอยู่ที่โรงเรียน มินลงมาหาที่ชั้นสอง ผ่านห้อง ป.3/3 ไปแล้ว จึงเหลือแค่แพนและวันที่ยังหายใจรดต้นคออยู่ การเล่นซ่อนหาของมินนั้น จริงๆควรจะเจอไข่มุกเป็นคนเเรก แต่ดูเหมือนมินจะตั้งใจเจอแพนก่อน มินเดินไปหยุดที่ห้อง ป.5/2 ประตูค่อยๆเปิดขึ้น ภาพที่แพนเห็นนั่นคือ เด็กผู้หญิงคนนึง ใส่เสื้อนักเรียนแขนยาว ไม่สิ มันเปื้อนเลือดจนแทบไม่เห็นสีขาวแล้ว เท่านั้นยังไม่พอเสื้อสีแดงที่ว่านั้นยังขาดแหว่งไม่เป็นเป็นชิ้นดีอีก นี่ยังไม่บรรยายไปถึง มือ คอ และใบหน้าที่ซีดสุดๆจนแทบจะเห็นเส้นเลือดที่สุดแสนจะเย็นของเธอ ปากยิ้มยิงฟันกว้างด้วยชัยชนะ ดวงตาเบิกกว้างเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อผู้เล่นพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นว่า"ฉันเจอเธอแล้ว" แพนช็อคทำอะไรไม่ถูกจนต้องรีบสวดมนต์ใหญ่เลย แพนกลัวสุดจะทน กรีดร้องออกมาอย่างสุดชีวิตคล้ายกับเสียสติไปแล้ว หลิว มุก วัน ได้ยินเสียงนั้นก็ตกใจสุดฤทธิ์ไม่สนกฎของเกมแล้ว วิ่งตรงไปหาแพนที่ห้องป.5/2ทันที ภาพที่พวกเธอเห็นคือ แพนที่นั่งกอดเข่าตัวสั่นไปด้วยความกลัวที่มุมหลังห้องป.5/2 "มะ มัน จะ เจอ เค้า ละ แล้ว" แพนพูดด้วยความกลัว Basaz คึดถึงเรื่องที่เคยอ่านมา ที่บอกว่า "ถ้าคนไหนโดนวิญญาณหาเจอ  ตอนจบเกมจะต้องโดนวิญญาณที่อยู่ในแก้ว ยื่นมือออกมาดึงตนเข้าไป จากนั้น วิญญาณตนนั้นก็จะได้ไปสู่สุคติ" ถึงแม้พวกเธอจะกลัว แต่ Basaz ก็ตัดสินใจไปจบเกมที่ห้อง ป.6/1 จนได้
ทุดคนค่อยๆวางนิ้วลงบนแก้ว ทีละนิ้วๆ แล้วไข่มุกก็เริ่มถามด้วยเสียงสั่นเครือ "หาพวกเราเจอมั๊ย" แล้วแก้วก็ขยับ เ-จ-อ Basaz ทุกคนขนลุกซู่ด้วยความกลัว  แล้วในที่สุด ทุกๆคนใน Basaz ก็ได้เจอสิ่งที่กลัวมาตั้งนาน พวกเธอเห็นมือซีดๆจนเห็นเส้นเลือดเคลื่อนออกมาจากแก้วอย่างช้าๆ เอื้อมขึ้นมาจะคว้ามือแพน Basaz ทุกคนนั่งนิ่ง นึกว่าจะต้องเสียหัวหน้ากลุ่มไปแล้ว มือที่แสนจะซีดและเย็นเฉียบนั้นค่อยๆคืบมากาแพนทีละนิดๆจนกระทั่งถึงมือแพน Basaz ลุ้นสุดตัวจนไม่กล้าหายใจ ไข่มุกซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของแพนทนไม่ไหวดึงแพนไว้ วันและหลิวเห็นไขุ่มุกและแพนซึ่งท่าจะแย่แล้ว แรงของมินดึงแพนไว้มีมาก เพราะอยู่ที่นี่ประมาณ 10 ปีแล้ว แต่ที่เรารู้อยู่ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เรามีพิธี "อำลา อาลัย" ซึ่งมีการผูกสายสิญจน์จากคุณครูทุกๆคน(บางทีก็ผูกกันเองด้วย) แรงของเราจึงมากกว่า ดึงแพนกลับมาได้แล้ว พลังมันทั้งสองด้านปะทะกัน มันจึงผลักทกๆคนไปอยู่คนละด้านของโรงเรียน แต่มิน เธอไม่ได้ผิด เธอหาเจอแล้ว เพียงแค่เขาไม่ไปเอง เธอจึงได้ไปผุดไปเกิด Basaz กลับมารวมตัวกันที่ศาลพระภูมิเพื่อขอขมาลาโทษ จากนั้นพวกเธอก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ถึงแม้เราจะกลับมาไม่เหมือนเดิม แต่ความสัมพันธ์ของพวกเราก็ยังคงเป็น Basaz เหมือนเดิม

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

Basaz

Basazขอเสนอตอน...Basaz อำลา อาลัย  
       หลังจากที่พวกเรา Basaz ได้ร่วมสร้างความทรงจำด้วยกันมาตลอด 1 ปี ในที่สุด Basaz ก็เรียนจบชั้นประถมศึกษาที่ 6 แล้ว ทางโรงเรียนจินดาพงศ์ของพวกเราก็ได้จัดงานอำลา อาลัย ให้กับนักเรียนชั้น ป.6 รุ่นที่ 20 อย่างพวกเรา
       เช้าวันที่ 5 มีนาคม 2555 วันจัดงาน ตอนเช้าจะมีงาน ปัจฉิมนิเทศ จากพระอาจารย์(เพื่อนครูเสก) อาจารย์จินดา อาจารย์เอก ลูกอาจารย์จินดา ปิดท้ายด้วยอาจารย์มนัส Basaz และนักเรียนคนอื่นๆ ต่างก็ได้ข้อคิดและคำอวยพรกันมากพอสมควร(เพราะปัจฉิมนิเทศกันานมาก ปัจฉิมและก็ปัจฉิมอีก) 9.00-11.35 น,
       พองานเสร็จเราก็ไปกินข้าวกันเลย และมื้อนี้ก็เป็นนอาหารมื้อพิเศษที่อาจารย์ใหญ่เลี้ยงนักเรียนชั้น ป.6 (ผัดมาม่า ไส้กรอก เฟรชฟราย ไก่ชุบแป้งทอด ไอศกรีม) เอ่อ รสชาติก็ไม่ได้ดีนักหรอก แต่ก็ดีกว่าอาหารปกติมาก พอกินอาหารและไอศกรีมเสร็จ ครูให้นักเรียนล้างหน้าแล้วก็มาทาแป้ง คุณแพนไม่รู้เป็นอะไร ขาวอยู่แล้ว โปะแป้งไปเยอะ ขาววอกเป็นผีเลย
       ก่อนเข้าพิธีเราต้องขอขมาลาโทษเจ้าที่เจ้าทางก่อนถึงสิ่งที่ล่วงเกินท่านไป แล้วจึงร่วมงาน งานนี้เป็นงานที่ซึ้งมาก มากจนทำให้ไข่มุกกับหลิวต้องร้องไห้  แต่แพนกับวรรณ ไม่รู้ว่าหัวใจของพวกเขาทำด้วยอะไร ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น เฮ้อ ในที่สุด Basaz ก็เรียนจบ ป.6 ซะทีเนอะ หลังจากพวกเราได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข และร่วมสนุกไปกันการสร้างความทรงจำดีๆตลอดมา และเวลาที่พวกเราไม่เคยคิดก็มาถึง เวลาที่ Basaz ต้องแยกจากกัน                 
       ไปในโรงเรียนมัธยมต่างๆ จากๆเพื่อน ป.6/1 จากๆครูทุกคน จากๆโรงเรียนจินดาพงศ์ แต่เราทั้ง 4 ก็จะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ความทรงจำของเรายังไม่จบหรอกนะ เพราะโรงเรียนจินดาพงศ์ยังจัดกิจกรรมส่งท้าย(จริงๆ)อีกอย่างหนึ่ง คือ งานคืนลูกรักที่ฝากไว้ และงาน จินดาพงศ์สัมพันธ์ ซึ่งมันก็เป็นงานสำคัญขอนักเรียนชั้น ป.6

Basaz